Category Archives: Thai
เทคนิค พิชิต TOEIC [Part 1]
ก่อนเริ่ม
- TOEIC คืออะไร?
- คือข้อสอบวัดระดับความสามารถด้านภาษาอังกฤษระดับนานาชาติ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนว้ดทักษะ 1) การฟัง และ 2) การอ่าน - ใครควรอ่านเทคนิค/คำแนะนำเหล่านี้?
- ใครก็ได้ที่สนใจในเทคนิคการทำข้อสอบใหม่ๆ และโดยเฉพาะ ผู้ที่มีเวลาเตรียมตัวน้อย - ผู้เขียนเป็นใครที่มีหน้ามาโพสให้คำแนะนำเหล่านี้ได้?
- ชื่อ แบงค์ ครับ (ต้องการนำคะแนนไปยื่นสมัครงานที่ UN, SCG, Airlines, และโอกาสงานอื่นๆที่อาจเข้ามา)
- อายุ 23 - ข้อมูลที่น่าสนใจจากประสบการณ์สอบ TOEIC ครั้งแรกของผู้เขียน
- เวลาเตรียมตัว: 1 วันเต็มๆ (ไม่ควรเอาอย่าง)
- การพักผ่อนก่อนสอบ: 8 ชั่วโมง ครับ (ควรอย่างยิ่งครับ ยิ่งพักมาก สมองตื่นมาเล่นเร็ว คิดคล่องเลย)
- คู่มือที่ใช้: ตอนแรกว่าจะซื้อครับ แต่มันแพงและหนา กลัวไม่มีเวลาอ่าน (ไม่ควรเอาอย่าง) แต่ฝึกทำตัวอย่างข้อสอบจาก “เว็บนี้” ครับ
- เทคนิค(โดยย่อ)ที่ผมใช้:- อฐิษฐานขอสติ+ปัญญาจากเบื้องบน(สำหรับผม พระเยซู)
- อย่ากินนำ้เยอะก่อนสอบ และควรบริหารร่างกายด้วยโยคะสมองแล้วปัสสาวะให้หมดก่อนเข้าห้องสอบ
- ใช้เทคนิคอ่านเร็ว(Speed Reading) ที่เรียกว่า “Skim Reading” + “Photo Reading” จากการ Google
- เทคนิคฝนข้อสอบเร็ว โดยเข้าห้องปุ๊บแล้วฝนดินสอให้หัวทู่ไว่หน่อยก่อนเริ่มทำ
- เวลาสอบ: ~2.5 ชม.
- คะแนนที่ได้: 930/990 [~94%]
|
|---|
|
|
Section 2 ส่วนของการอ่าน
|
|
เดี๋ยวมาเจาะลึกรายละเอียดการนำเทคนิคด้านบนและเทคนิคที่เหลืออื่นๆไปใช้ในแต่ละ Part กันได้ใน post ต่อไปนะครับ รอแป๊บครับผม : – )
ปาฏิหาริย์ของจุดสีฟ้าอ่อน (A Miracle Pale Blue Dot)

บ่ายวันหนึ่งในปี ค.ศ. 1990 แคนดิซ แฮนเซน-โคฮาร์เช็ก นักวิทยาศาสตร์องค์การนาซานั่งทำงานในห้องทดลองของเธอที่ Jet Propulsion Lab แคลิฟอร์เนีย ศึกษาภาพถ่ายที่ยานอวกาศ วอเยเจอร์ 1 ส่งกลับมายังโลก ขณะนั้นยานอวกาศสำรวจระบบสุริยะอายุสิบสามปีอยู่ห่างจากโลกหกพันล้านกิโลเมตร
หนึ่งในภาพถ่ายที่ส่งมาเป็นรูปห้วงอวกาศว่างเปล่า ภาพค่อนข้างเบลอ กลางภาพนั้นมีจุดเล็กๆ สีฟ้าอ่อนจุดหนึ่ง ขนาดจุดนั้นเล็กกว่าหนึ่งพิกเซล จุดนั้นคือโลก ถ่ายจากที่ไกล 43 เท่าของระยะทางโลกกับดวงอาทิตย์ จังหวะของรูปถ่ายเหมาะเจาะ เนื่องจากระดับแสงกำลังพอดี เธอเป็นคนแรกในโลกที่เห็นภาพนี้
นี่เป็นภาพถ่ายจากการกัดไม่ปล่อยของนักวิทยาศาสตร์-นักเขียน คาร์ล ซาแกน เมื่อโครงการวอเยเจอร์ 1 เริ่มต้นไม่นาน เขาล็อบบี้องค์การนาซาให้หันกล้องถ่ายรูปกลับมาถ่ายภาพโลก แต่เบื้องบนไม่ยอม กลัวว่าการถ่ายรูปสวนแสงอาทิตย์อาจทำลายเลนของกล้อง สำหรับซาแกน นี่ไม่ใช่ภาพถ่ายเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ มันเป็นภาพทางจิตวิญญาณมากกว่า
ความคิดถ่ายภาพโลกถูกดองนานหลายปี จนเมื่อยานวอเยเจอร์ 1 เดินทางเกือบข้ามระบบสุริยะ ส่งภาพดาวเคราะห์ต่างๆ มามากมาย ทำหน้าที่ของมันเกือบจบแล้ว ในปี 1989 คาร์ล ซาแกน ขอร้องนาซาอีกครั้งหนึ่งให้ถ่ายภาพโลกก่อนที่ยานจะมองไม่เห็นโลกอีกต่อไป ในที่สุดคำขอร้องก็ผ่าน
ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1990 หรือ ‘วันวาเลนไทน์’ ตามเวลาของยานอวกาศ วอเยเจอร์ 1 ก็หันกล้องกลับไปยังโลก และเป็นที่มาของภาพจุดสีฟ้าอ่อนนี้ และสี่ปีต่อมา หนังสือของ คาร์ล ซาแกน ชื่อ Pale Blue Dot : A Vision of the Human Future in Space
เขาเขียนท่อนหนึ่งในหนังสือว่า
“มองจุดนั้นอีกครั้ง นั่นคือที่นี่ นั่นคือบ้าน นั่นคือเรา บนจุดนั้นทุกทุกคนที่คุณรัก ทุกทุกคนที่คุณรู้จัก ทุกคนที่คุณเคยได้ยิน มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครถือกำเนิดและมีชีวิต ผลรวมของความสุขและความทุกข์ของเรา ศาสนา แนวคิด ทฤษฎีเศรษฐกิจนับพันๆ ทุกๆ นักล่าและคนหาอาหาร วีรบุรุษและคนขลาด ผู้สร้างสรรค์และผู้ทำลายอารยธรรม ราชาและชาวนา หนุ่มสาวในห้วงรัก แม่และพ่อ เด็ก นักประดิษฐ์และนักสำรวจ ครูแห่งจริยธรรม นักการเมืองฉ้อฉล ดารา นักบุญ คนบาปในประวัติศาสตร์ของสายพันธุ์ของเรา อาศัยอยู่ที่นั่น บนธุลีหนึ่งใต้แสงอาทิตย์”
ในดาราจักรทางช้างเผือกมีดวงดาวหลายแสนล้านดวง หนึ่งในนั้นคือดวงอาทิตย์ของเรา อาศัยอยู่แถบชานเมืองของทางช้างเผือก อายุของมันคือห้าพันล้านปี รายล้อมด้วยเศษซากของดวงดาวซึ่งกระทบชนกันตลอดเวลาในช่วงวัยทารกของระบบสุริยะ ในที่สุดก็เหลือเพียงไม่กี่กลุ่มก้อนซึ่งค่อยๆ เกาะกลุ่มประกอบเป็นดาวเคราะห์ดวงต่างๆ หมุนวนรอบดวงอาทิตย์ โลกเราเป็นหนึ่งในนั้น ในช่วงอายุสี่พันหกร้อยล้านปีของระบบสุริยะ มีเพียงไม่กี่พันล้านปีหลังที่ชีวิตถือกำเนิด และไม่กี่ร้อยล้านปีที่กำเนิดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในช่วงไม่กี่ร้อยล้านปี มีเพียงไม่กี่ล้านปีหลังที่มนุษย์วานรตัดสินใจลุกขึ้นยืนและเดินสองขา และในช่วงสองแสนปีหลังนี้ มนุษย์สมัยใหม่ถือกำเนิด ผ่านไปจนราวหนึ่งหมื่นปีหลังที่มนุษย์เริ่มสร้างอารยธรรม และมีเพียงไม่กี่ร้อยปีที่วิทยาการสมัยใหม่ของมนุษย์ปรากฏ
การกำเนิดตัวเราคือความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของจักรวาล! นี่เป็นประสบการณ์ที่ไม่ทุกชีวิตในจักรวาลพานพบ เราแต่ละคนคือปาฏิหาริย์แห่งจักรวาล เราแต่ละคนมีโอกาสในการใช้ชีวิตแบบที่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในโลกอื่นหรือดาราจักรอื่นๆ ไม่มี
ในจักรวาลนี้ มีแต่มนุษย์ที่มีรูปแบบชีวิตเป็นเอกลักษณ์เช่นที่เป็นอยู่นี้ และในบรรดามนุษย์ร่วมเจ็ดพันล้านคน มี ‘ตัวเรา’ เพียงคนเดียวที่เป็นเอกลักษณ์อย่างนี้ เราคือปาฏิหาริย์!
และในเมื่อเราแต่ละคนคือปาฏิหาริย์ เราทุกคนทุกชีวิตเป็นญาติพี่น้องกัน เราจงยินดีกับการมีชีวิตของเรา เราสมควรเฉลิมฉลองการดำรงอยู่ของเรา มองโลกอย่างรื่นรมย์ ไม่ใช่บ่นทุกสิ่งที่ขวางหน้า เรารักสรรพสิ่งรอบตัว อากาศที่เราหายใจ อาหารที่เรากิน ภาพต่างๆ ที่เรามองเห็น เรารักษาโลกเพราะโลกของเราเกิดขึ้นอย่างนี้เพียงครั้งเดียว และมันเป็นบ้านของเรา เราใช้ทุกๆ วินาทีบนโลกนี้ ในรูปแบบชีวิตเช่นนี้อย่างดีที่สุด เพราะนี่เป็นโอกาสเดียวของเราในมหาจักรวาล หมดแล้วหมดเลย ชีวิตหน้าหรือ ‘ชาติหน้า’ ของเราอาจจะเป็นมด แมลง ปลา แบคทีเรีย ริดสีดวงทวาร ก้อนอิฐ หรือกระทั่งมนุษย์ต่างดาว เราฉลองวันเกิดของเราเพื่อระลึกถึงการดำรงอยู่ชั่วคราวของเราบนโลกนี้ ในรูปแบบชีวิตนี้ เพราะนี่เป็นโอกาสที่พิเศษสุดจริงๆ
เมื่อมองโลกด้วยสายตาของจักรวาล เราก็คือปาฏิหาริย์!
วินทร์ เลียววาริณ
9 ตุลาคม 2553
“When I admire the wonder of a sunset or the beauty of the moon, my soul expands in worship of the Creator.”
~Mahatma Gandhi“เมื่อข้าพเจ้าดื่มดำ่กับความอัศจรรย์ของพระอาทิตย์ตกหรือความงามของพระจันทร์ จิตวิญญาณของข้าพเจ้าก็พองโตเพื่อที่จะขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าอยู่เรื่อยไป”
~ท่านมหาตะมะ คานธี
The Story of The Vine: The Moving-Out Branches (( ไทย-EN ))
เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมานี้ ผมกำลังทำสมาธิอฐิษฐานและเข้านอน พระเจ้ากระซิบบอกผมให้มาแบ่งปันกับทุกคนว่า:
“เรื่องเถาองุ่น ใน John 15 ก็เหมือนกับเรื่องราวของพวกเราที่บ้านแห่งความรักหลังนี้ ที่ซึ่งพระเจ้า พ่อของพวกเราเปรียบดังชาวสวนองุ่น ผู้ปลูกต้นองุ่นแสนรักต้นนี้
มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ มีปลูกก็ต้องมีการตัดต่อกิ่งก้านสาขาที่แข็งแรงแล้ว ออกไปปลูกในที่ใหม่บ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อ…
1. กระจายกลิ่นอายความรัก และความอร่อยของผลองุ่น..
2. ให้กิ่งใหม่ๆใด้ลืมตาโตขึ้นดูโลก และให้ออกซิเจนกับทั้งโลกได้มากขึ้น..ท้ายนี้ ไม่ว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆจะแยกย้ายกันไปอยู่ที่ไหน ขอให้เราเชื่อสุดหัวใจว่า ‘พ่อ’ จะยังให้เราอยู่ในแปลงเดียวกันตลอดไปนี่แหละ พอถึงเวลา กิ่งหรือเถาของเราก็จะมาเกี่ยวพันธ์กันและพบเจอกันอีก…”
ด้วยรักและคำอธิษฐาน เสมอ,
แบงค์
A while ago while i was meditating, radiating prayer, and going to the sleep state, i felt as if GOD has whispered and needed me to share something encouragingly profound to all GrapeVine friends (especially the ones who are teary about being far away into the new chapter of their journey):
“The story of the Vine in John 15 also truly implies a simple yet profound analogy i never realize before: Our loving GOD is a vine Gardener and the great Root of the Vine. And we all are baby branches grown from One Root; Yet, sooner or later, when each of us has grown enough, we need to be cut and moved out elsewhere in order that:
- To spread the good grape of LOVE to the whole ‘garden’
- To allow the original Vine to yield new baby branches so that they can help the olds spread LOVE and Oxygen to the whole world!
In the end, i wholeheartedly believe that our Vine Gardener will always keep us close together enough in this garden (this earth) so that one day our leaf may come in contact and huggingly relate to one another again. May we come to realize that this house of LOVE will never let us go(grow) alone even how much we have grown.”i. LOVE. Grape. Vine.
With Radiating LOVE and Prayers,
bank
ลูกปลาในแอ่งน้ำ
The hatred you’re carrying is a live coal in your heart – far more damaging to yourself than to them.ความเกลียดชังที่เจ้าแบกไว้คือถ่านไฟร้อนแดงในหัวใจของเจ้า ทำลายตัวเจ้าเองมากกว่าผู้อื่น
Lawana Blackwell,
The Dowry of Miss Lydia Clark (1999)
สภาวะความแตกแยกในบ้านเราไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองเท่านั้น ยังทำให้สภาพจิตผู้คนอ่อนเปลี้ยไปด้วย เหนื่อยใจแล้วพลอยทำให้เหนื่อยกาย แล้วก็เหนื่อยใจต่อไปไม่สิ้นสุด
หลายวันนี้ผมถูกคลื่นข่าวการเมืองโหมซัดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในห้วงเวลาที่ใจเป็นเหน็บชาเช่นนี้ ผมเลือกที่จะหนีโลกแห่งความจริงไปยังอีกโลกหนึ่งผ่านเส้นสายนิวรอนในสมอง สะกดจิตตนเอง หวนระลึกถึงบางนาทีงดงามในอดีตที่เคยผ่านพบผูกพัน
ผมชอบโดยสารยานเวลากลับไปในอดีต ยุคที่ป่าไม้กินพื้นที่ 80 เปอร์เซ็นต์ของประเทศและรั้วบ้านแต่ละหลังไม่สูงเท่าเดี๋ยวนี้ ชาวราษฎร์ไม่รู้จักคำว่าแบ่งขั้ว ไม่มีสีเสื้อทางการเมือง ไม่มีบริโภคนิยม ชีวิตเลื่อนไหลไปอย่างเชื่องช้า สันโดษ เรียบง่าย มันเป็นโลกเล็กๆ ที่คนไทยเราลืมไปแล้ว
ยานเวลาพาผมกลับไปที่บ้านเกิดในอดีตในวันที่ฝนโปรยฟ้า หยดน้ำใสบริสุทธิ์ไร้มลพิษร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย ตั้งแต่เช้ายันค่ำ และตกต่อไปถึงเช้า ไม่นานรอบบ้านก็กลายเป็นบึง ยามกลางวันเป็น ‘ทัวริสต์ แอ็ทแทร็คชั่น’ ของฝูงแมลงปอ ยามกลางคืนเป็นเวทีคาราโอเกะของฝูงอึ่งอ่างดังระงมทั้งราตรี วงดนตรีธรรมชาติที่งดงามที่สุด
เช้าวันหนึ่งหลังฝนหยุดแล้ว บางสิ่งทำให้ผมก้มลงมองดูแอ่งน้ำเล็กแอ่งหนึ่ง ลูกปลาน้อยสามตัวแหวกว่ายไปมาอย่างเริงร่าในแอ่งน้ำใสแจ๋ว เป็นอิสระเสรีในวิมานของพวกมัน ทั้งที่โลกของพวกมันกว้างยาวแค่ไม่กี่ฝ่ามือมนุษย์และลึกแค่ข้อนิ้ว เวลานั้นผมยังเป็นเด็ก ไม่รู้อะไรทำให้ผมมองภาพนั้นด้วยความตื่นตา
หากการกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นเรื่องจริง และหากพวกมันเกิดใหม่เป็นปลาอีก ป่านฉะนี้พวกมันก็คงเกิดใหม่มาแล้วหลายร้อยชาติ ลูกปลาสามตัวนั้นคงไม่มีทางรู้ว่าพวกมันยังมีชีวิตอยู่ในกล่องความทรงจำของผมจนบัดนี้!
โลกของพวกลูกปลาน้อยอาจกระจิริดเมื่อเทียบกับสเกลโลกของมนุษย์ แต่มันก็ใหญ่พอ โลกของพวกมันอาจมีแต่ความว่างเปล่า แต่พวกมันก็ดูพอใจแค่นั้น ใช้ชีวิตเท่าที่มี ด้วยทรัพยากรเท่าที่มี และในเวลาเท่าที่มี
น่าเสียดายที่คนจำนวนมากไม่เคยเข้าใจวิถีชีวิตเรียบง่ายของลูกปลาในแอ่งน้ำ หลายคนจึงเลือกหนทางที่ยึดติดกับเปลือก จนลืมไปว่าขนาดของโลกไม่สำคัญเท่าความสุขยามอยู่ในโลกนั้น
โลกของเราใหญ่ไม่พอสำหรับคนที่ไม่เคยพอ…
พวกเราหลายคนโชคดีที่ยังเหลือภาพสวยงามของอดีตในลิ้นชักความทรงจำ นึกถึงเด็กใน พ.ศ. นี้เห็นแต่ภาพผู้ใหญ่ทะเลาะกัน แย่งชิงกัน เติมหัวใจด้วยความเกลียดชัง ความโลภ ความมืดบอด เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า ในวันที่สภาพจิตแย่ ก็คงไม่มีภาพงดงามในวัยเด็กให้ขุดขึ้นมาหวนคำนึง
และหากมนุษย์คนหนึ่งไม่เหลือแม้แต่โลกในจินตนาการที่สามารถหนีไปหลบพักได้ยามเหนื่อยใจ ชีวิตในโลกนี้ยังจะมีความหมายอะไร?
โลกของคนก็ไม่ต่างจากโลกของลูกปลาในแอ่งน้ำนั้น ไม่แน่นอน ไม่ยืนยาว เมื่อแดดจ้าสาดส่อง น้ำในแอ่งเหือดระเหย โลกของพวกมันก็สิ้นสุดฉับพลัน แต่ห้วงยามสั้นๆ ที่พวกมันแหวกว่ายไปมาอย่างเสรีนั้นกลับเป็นอมตะตลอดกาล
เช่นเดียวกับลูกปลาสามตัวนั้น บางทีคุณค่าของเราแต่ละคนก็คือการยังคงดำรงอยู่ในความทรงจำที่ดีของผู้อื่น ซึ่งในห้วงยามที่หงอยเหงา พวกเขาก็จะนั่งยานเวลากลับมาระลึกถึงเราพร้อมรอยยิ้ม
เพราะคุณค่าของชีวิตหนึ่งมิได้วัดกันที่ว่าเราอยู่ในโลกที่ใหญ่เพียงใด กอบโกยแย่งชิงมาได้มากเท่าไร แต่ตรงที่เราเลือกใช้ชีวิตช่วงสั้นๆในโลกใบนี้อย่างไร และท้ายที่สุดแล้ว มีใครระลึกถึงเราหรือไม่ยามเราจาก ‘แอ่งน้ำ’ ของเราไป
วินทร์ เลียววาริณ
“LOVE, even your enemies!”
~JESUS
The Story of The Anonymous
“People who shared great quotes and labeled them as ‘Anonymous‘ is anonymously _______.”
~Anonymous
“Be content with what you have and are, be grateful with both, so that u don’t need to hunt for artificial happiness.”
~Anonymous
“When u can love everyone with all your heart and soul, enlightenly, u no longer need to find a soulmate.”
~Anonymous
“God so loves the world, and some of us does too. i love the earth because the earth loves and sustains my neighbor, such as you.”
~Anonymous
From February 23 to Psalms 23
To me, my physical birthday has been low-prioritized by my spiritual growth and humility from The Creator. Still, i have learnt to be grateful and thankful for my very own parents, especially, my mother. She loves me so much and has often prayed for me in God’s Name recently even though she’s not a believer yet.
That’s a great present, isn’t it?!
Here’s an email comment about her touching giving-birth story sent to me on 23 Feb. 2010 (in Thai; i’ll English it as soon as i can;)
วันนี้เมื่อ 22 ปีที่แล้ว แม่ปวดท้องตั้งแต่เย็นวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2531 พ่อพาแม่นั่งมอเตอร์ไซด์ไปหาหมอ…ก่อนไปหาหมอแม่กินยาธาตุแก้ปวดท้องจุกเสียดไปเกือบขวด…ตลกน่าดูเลยลูกพ่อกับแม่มือใหม่…วันนั้นย่าไปจำศีลที่วัดกลาง…พอถึงโรงพยาบาล…หมอไม่ให้แม่กลับบ้าน…นอนรอคลอด…พ่อนอนเฝ้าแม่อยู่ด้านนอก….แม่เจ็บปวดมาก..แต่ลูกก็ไม่ยอมออกมา…นอนรอจนเช้าวันใหม่ 23 กุมภาพันธ์ 2531 ลูกก็ยังไม่กลับหัว…นอนรอจนบ่ายโมงกว่า..ไม่ไหว…หมอต้องให้พ่อเซ็นอนุญาตให้หมอผ่าตัดทำคลอดลูกออกทางหน้าท้อง….ณ เวลานั้นไม่กลัวอะไรอีกแล้ว..ขอเพียงให้ลูกลืมตาออกมาดูโลกโดยปลอดภัยแม่ก็พอใจแล้ว…ในที่สุดหมอก็เตียรการณ์…บล๊อคหลังแม่(ยาชา) เปิดเพลงแจ้..ดนุพล แก้วกาญจน์…ให้แม่ฟังไพเราะมาก…แม่นอนฟังเพลง สลับกับฟังเสียงเคร่องมือแพทย์ดังกระทบกัน…ในที่สุดบ่ายสองโมงกว่าลูกก็ลืมตามาดูโลกอย่างปลอดภัย…แม่ลืมตาเห็นลูดตัวแดงเปื้นเลือด…ผมดกดำมาก…แม่ถามหมอว่า…ครบ 32 มั๊ยคะ?..หมอบอกว่าครบ… แข็ง และปลอดภัยครับ…เท่านั้น
แหละแม่ก็หลับไปพร้อมกับรอยยิ้มที่เปื้อนคราบน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มใจ…แม่รักหนูนะลูก….พ่อก็รักหนู…พ่อรอเราตลอดเวลาไม่เคยห่าง…พ่อดื่มเหล้ากลบเกลื่อนความกลัว เซ็นอนุญาตให้หมอผ่าตัดแม่…พ่อกลัว..พ่อกังวลและเป็นห่วงเรามากนะลูก…สุขสันต์วันเกิดนะลูกรักของแม่…
Happy my birthday to you too, Mom!!!!!
And here’s another greatest present The Creator of Everything has s-mailed (s=spiritually) me in that very morning:
The LORD is my Shepherd, I shall not be in want.
He makes me lie down in green pastures,
He leads me beside quiet waters, he restores my soul.
He guides me in paths of righteousness for his name’s sake.
Even though I walk through the valley of the shadow of death,
I will fear no evil, for you are with me;
Your rod and your staff, they comfort me.
You prepare a table before me in the presence of my enemies.
You anoint my head with oil; my cup overflows.
Surely goodness and love will follow me all the days of my life,
And I will dwell in the house of the LORD forever.
~Psalms 23.
I’m humbly thankful to have read my brothers & sisters messages via cellphone, email, FB, even in prayers. Thank you all for that. Here’s one of them… sent by my best budd, mentor, and brother, from Chicago:
This is the day the LORD has made; let us rejoice and be glad in it.
~Psalms. 118.24
Lastly, my wish is to keep praising my Creator for all these! And i would like to find this great movie, A Serious Man, to watch in Thailand as well, help me out?
In JESUS’ Will, not mine,
Amen.
Happy (Thai) Father’s Day!
เรื่องสั้นวันพ่อ
รถตู้วิ่งไปเบื้องหน้าเงียบๆ นอกจากเสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้นลงเป็นจังหวะแล้ว ถนนทั้งสายเงียบสงัด สองข้างทางเป็นป่าละเมาะ กลิ่นของชนบทลอยกรุ่นอยู่ในอากาศ เป็นกลิ่นที่ผมคุ้นเคยแม้ว่าจากมันไปนานหลายปีเต็มที กลิ่นของป่าภาคเหนือ ผมใช้ชีวิตในผืนดินแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก น่าแปลกที่สีสันเมืองกรุงไม่สามารถลบกลิ่นอายบ้านนอกของผมออกไปได้ จำกลิ่นต่างๆ ที่คุ้นเคยมากับสายลมได้ กลิ่นใบไม้สด กลิ่นหญ้า กลิ่นฟาง พ่อของผมเชื่อว่ามีแต่คนชนบทที่เติบโตใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างนี้ที่ไม่มีวันถูกกลืนหายไปในคลื่นความเจริญของเมือง สำหรับพ่อการออกจากชนบทไปทำงานในกรุงก็เช่นสัตว์ที่ถูกบรรทุกขึ้นรถไปขายในเมือง ผมก็เคยเชื่อเช่นนั้น แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจนัก…
พระจันทร์เผยอร่างออกจากกลุ่มเมฆอีกแล้ว เงียบสนิท ถนนทั้งสายวังเวงเหมือนโลกทั้งใบเป็นของเราเท่านั้น นาฬิกาพรายน้ำบอกเวลาตีสองยี่สิบนาที ขยับตัวอย่างอึดอัด ผมนอนไม่หลับ รถตู้กำลังวิ่งไปสู่อนาคต แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันกำลังวิ่งกลับสู่อดีต นึกถึงพ่อ รู้ว่าหากพ่อเป็นผมตอนนี้พ่อจะทำอย่างไร พ่อคงไม่มีความลังเลอย่างผม
ฤดูร้อนปีนั้นผมอายุขึ้นสิบหก เพิ่งแตกพานเป็นเด็กหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่ง เราสองคน – พ่อกับผม เข้าป่าหาน้ำผึ้ง เมื่อเที่ยงเราหยุดพักที่ริมห้วย อากาศร้อนระอุ กลิ่นหญ้าคาแห้งลอยกรุ่นในอากาศทุกครั้งที่ลมร้อนโชยมา น้ำในธารที่เหลืออยู่ไม่มากไหลเอื่อยเฉื่อย แม้อากาศข้างนอกจะร้อน แต่ยังมีความร่มรื่นในบริเวณนั้นอยู่มาก ผมก่อไฟหุงข้าวขณะที่พ่อไปจับปลาในลำห้วย ไม่นานพ่อก็กลับมาพร้อมปลากระสูบสามตัว พ่อว่าในฤดูร้อนน้ำส่วนใหญ่แห้งขอดทำให้พวกสัตว์น้ำหนีไปรวมตัวอยู่ในที่ลึกกว่า พ่อจึงจับปลาได้ไม่ยาก
“ป่าแห้งเหลือเกิน…” พ่อว่า “…ร้อนอย่างนี้น่าเป็นห่วงไฟป่า ดูด้านโน้นสิ ต้นไม้แห้งตายเป็นทาง”
“ปีก่อนๆ มันไม่ร้อนอย่างนี้นะพ่อ มันร้อนขึ้นทุกปี”
“ถูกของแก อากาศมันวิปริตลงไปทุกวัน สมัยพ่อยังเด็ก ห้วยบริเวณนี้เป็นเขตน้ำลึก ชื้นแฉะ ทากก็มาก ไม่มีใครมา เดี๋ยวนี้น้ำตื้นเดินลุยสบาย”
“มันเป็นเพราะอะไรพ่อ?”
“จะว่าเรื่องมันยาวก็ได้ จะว่าเรื่องมันสั้นก็ได้ มันอยู่ที่คน อยู่ที่ความรับผิดชอบ…”
พ่อไม่ได้พูดต่อ ผมก็ไม่ได้สนใจที่จะฟัง เมื่อกินข้าวเที่ยงเสร็จเราทั้งสองก็จากที่นั้นกลับบ้าน เราย่ำไปตามผืนดินที่ปกคลุมด้วยหญ้าแห้งเหลืองกรอบ ทุกก้าวที่สาวออกไปปรากฏเสียงกรอบแกรบเป็นจังหวะไม่หยุดยั้ง
จนถึงชั่วโมงที่สามพ่อหันมา ถามผม “เมื่อกี้แกดับไฟรึยัง?”
“ไฟอะไรครับพ่อ?”
“ไฟหุงข้าว”
มองหน้าพ่อครู่หนึ่ง “ผมจำไม่ได้ครับ”
“ลองนึกให้ดี ถ้าแกยังไม่ดับมันอาจเกิดไฟป่าได้”
ผมอยากตัดบทว่าผมดับแล้ว เพราะไม่ต้องการย่ำป่ากลับไปที่นั่นอีกครั้ง แต่อะไรบางอย่างบอกให้ผมพูดความจริง “ผมจำไม่ได้…”
พ่อว่า “งั้นเราก็ต้องเดินกลับไปดับไฟ”
ผมพยักหน้ารับอย่างฝืนๆ นึกถึงระยะทางสิบกว่ากิโลเมตรที่ต้องเดินทางกลับไปเพียงเพื่อดับกองไฟที่ผมอาจดับไปแล้วก็ได้ แต่อย่าว่าระยะทางแค่นี้เลย ต่อให้มันไกลกว่านี้สองสามเท่าเราก็ต้องกลับไป ประสบการณ์ไฟป่าเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว กว่าภัยใดๆ ในไพรทึบ
จำได้ว่าตอนผมเป็นเด็กอายุเจ็ดขวบ ครอบครัวของเราเคยเจอไฟป่าครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเราตั้งบ้านอยู่ริมห้วย ในฤดูร้อนหญ้าคาหญ้าแพรกแห้งกรอบเต็มทุ่ง มีอยู่คืนหนึ่งราวตีสี่พ่อตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงช้างร้อง พ่อเล่าภายหลังว่าได้กลิ่นไหม้ไฟอ่อนๆ มองออกไปที่ทุ่ง เห็นแสงไฟรางๆ ที่ป่าข้างหน้า พ่อปลุกเราทันที เราจัดการเก็บของพากันเลาะหนีไปตามริมห้วย โดยมีไฟป่าตามหลังมาติดๆ อย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อ เสียงเพลิงแตกสะเก็ดดังเพียะๆ ตลอดเวลา ควันสีเทาทึบคลุ้งตลบไปทั่วผืนดินระแหง ผมไม่รู้ว่าไฟป่าครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร กินเวลาไหม้อยู่นานสิบวันเต็มจึงหยุดไปเอง ไร่นาของเราหายไปในกองเพลิงจนหมดสิ้น เมื่อไฟดับเราเดินไปตามทุ่งที่เคยมีชีวิต เห็นซากสัตว์ใหญ่น้อยซึ่งตายไปในเปลวเพลิงมากมายจนผมขนลุก ผมจำภาพน่ากลัวนั้นได้จนโต ความทรงจำเรื่องนี้มักผุดขึ้นพร้อมกับการเดินป่าไปดับไฟครั้งนั้นเสมอ
เราทั้งสองเดินป่ากลับไปที่เดิม ไม่มีใครพูดอะไรตลอดเวลาสามชั่วโมงนั้น เราเดินไปตามราวป่า กลิ่นดอกเอื้องป่าฟุ้งในอากาศ พ่อเดินป่าอย่างชำนาญทาง แม้วัยจะเกินเลขหกสิบมาแล้วสองสามฤดูฝน พ่อยังแข็งแรงและมีความสุขทุกครั้งที่ย่ำไปบนป่าผืนนี้ มันเป็นถิ่นกำเนิดของพ่อ ของปู่ย่าตายาย
ราวห้าโมงเย็นเรากลับมาถึงจุดที่เราพักกินข้าวเที่ยงอย่างเหน็ดเหนื่อย ผมเดินตรงไปยังจุดที่เราก่อไฟก่อนเงยหน้ามองพ่อ “ผมไม่ได้ลืมดับไฟหรอกพ่อ…”
ผมอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “…ที่น่าแปลกก็คือทำไมเรื่องแค่นี้ผมกลับจำไม่ได้ และพ่อก็จำไม่ได้”
พ่อมองผมด้วยสีหน้าแปลกๆ “ใครบอกว่าพ่อจำไม่ได้?”
ผมอ้าปากค้าง นึกถึงระยะทางสิบกว่ากิโลเมตรที่เราฝ่าป่ากลับมา พ่อยอมเหนื่อยยอมเสียเวลาเพื่ออะไร สอนผมให้รับผิดชอบ? เท่านั้นเองหรือ?
เราไม่ได้พูดอะไรตอนเดินกลับขณะที่แสงสุดท้ายของวันนั้นกำลังลับป่า แต่ผมไม่เคยลืมประสบการณ์นั้นเลยจนทุกวันนี้ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า หากวันนั้นผมไม่ได้เดินกลับไป ผมอาจนอนไม่หลับไปอีกหลายวันหรือหลายปีก็ได้…
(ตัดตอนจากเรื่องสั้น หมากลางถนน ชุด สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน’, วินทร์ เลียววาริณ, พิมพ์ครั้งแรก 2538)
“แด่ พ่อของผมและของทุกคน กับคนที่เป็นพ่อครับ
รักพ่อ”
ลูกแบงค์
“By the time a man realizes that maybe his father was right, he usually has a son who thinks he’s wrong.”“เมื่อถึงเวลาที่ใครคนหนึ่งพบว่าบางทีพ่อของเขาถูก เขาก็มักมีลูกชายซึ่งคิดว่าพ่อของเขาผิด”
Charles Wadsworth
“Do u think u have HOPE!?!”
นิค วูจิซิค Nick Vujicic เป็นชาว ออสเตรเลีย เกิดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2525 จากพ่อแม่ชาวเซอร์เบียซึ่งอุทิศตนให้คริสต์ศาสนา นิค วูจิซิคเกิดมาไม่มีแขนทั้งสองข้าง มีขาสั้นๆ ข้างเดียวที่มีนิ้วโป้งสองนิ้วเท่านั้น
แทนที่จะมัวหมกมุ่นสงสารตัวเอง หรือโกรธเกรี้ยวผู้คนรอบข้างด้วยเหตุผลต่างๆ นานาของ “ความไม่ยุติธรรม” (Why me?) เขากลับบอกพ่อแม่ว่าเขาอยากใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องการให้ใครมาดูแล หรือปฏิบัติต่อเขาอย่างพิเศษ — แล้วเขาก็ใช้ชีวิตปกติ ไปโรงเรียนสามัญเรียนร่วมกับเพื่อนที่มีร่างกายสมบูรณ์ ผู้คนต่างมองเขาอย่างประหลาดใจ โดยที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าสิ่งที่พวกเขาคิดกับความเป็นจริงนั้น เป็นคนละเรื่องเลย เขาเรียนจบทางบัญชี และปัจจุบันเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจที่เดินรอบโลก เพื่อพูดกับเด็ก-วัยรุ่นที่มีความคับข้องใจ ไม่พอใจ เป็นตัวอย่างที่มีชีวิต แสดงให้เห็นว่าที่แต่ละคนมีนั้น ยิ่งใหญ่ขนาดไหน จะทุกข์ร้อนอะไรนักหนา
“No arms, No legs, No worries”
An amazing story of faith in adversity. If Nick’s story doesn’t convince us about God’s love & His power & what faith can do, then nothing else will.
เรื่องเล่าอันน่าอัศจรรย์ใจเกี่ยวกับความเชื่อในภาวะ อันยากลำบาก ถ้าเรื่องของนิคไม่ทำให้เราเชื่อเรื่องความรักของพระเจ้าและพลังของพระองค์ รวมถึงสิ่งที่ความเชื่อนั้นทำให้เกิดขึ้นได้ ก็คงไม่มีเรื่องไหนที่จะทำให้เราเชื่อได้อีกแล้ว
My name is Nick Vujicic and I give God the Glory for how He has used my testimony to touch thousands of hearts around the world!
ผมชื่อ นิค วูจิซิค และผมขอมอบสิ่งดีต่าง ๆ ให้เป็นของพระเจ้าสำหรับโอกาสการเป็นพยานของผมที่จับต้องหัวใจของคนนับแสนทั่วโลก!
I was born without limbs and doctors have no medical explanation for this birth “defect”. As you can imagine, I was faced with many challenges and obstacles.
ผมเกิดมาโดยที่ไม่มี แขนขาและหมอก็หาคำอธิบายทางการแพทย์ไม่ได้สำหรับ “ข้อบกพร่อง” จากการกำเนิดนี้ อย่างที่คุณน่าจะจินตนาการได้ว่าผมต้องเจอกับความท้าทายและอุปสรรคมากมาย
“Consider it pure joy, my Brothers, whenever you face trials of many kinds.”
“คิดซะว่ามันเป็นความรู้สึกเป็นสุขอันบริสุทธิ์เถิดพี่น้อง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องเจอกับการทดลองในหลายรูปแบบ”
….To count our hurt, pain and struggle as nothing but pure joy? As my parents were Christians, and my Dad even a Pastor of our church, they knew that verse very well.
…ให้ถือ ว่าความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก และการต่อสู้ดิ้นรนของเราเป็นความรู้สึกอันเป็นสุขงั้นเหรอ? ด้วยความที่พ่อแม่ของผมเป็นคริสเตียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อของผมที่เป็นนักเทศน์ในโบสถ์ พวกเค้ารู้ซื้งในคำพูดนั้นเป็นอย่างดี
However, on the morning of the 4th of December 1982 in Melbourne (Australia), the last two words on the minds of my parents was “Praise God!”.
อย่าง ไรก็ตาม เช้าวันหนึ่งของวันที่ 4 ธันวาคม ปี 1982 ที่เมืองเมลเบิร์น (ประเทศออกเตรเลีย) สองคำสุดท้ายที่อยู่ในใจของพ่อแม่ผมก็คือ “สรรเสริญพระเจ้า!”
Their firstborn son had been born without limbs! There were no warnings or time to prepare themselves for it. The doctors we shocked and had no answers at all! There is still no medical reason why this had happened and Nick now has a Brother and Sister who were born just like any other baby.
ลูก ชายคนแรกของพวกเขาเกิดมาไม่มีแขนขา! ไม่มีคำเตือนใด ๆ หรือแม้แต่เวลาให้เตรียมใจสำหรับเรื่องนี้ หมอก็ตกใจและไม่มีคำตอบใด ๆ เลย! ยังคงไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ใด ๆ ที่จะอธิบายได้ว่าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น และตอนนี้นิคมีทั้งน้องชายและน้องสาวที่เกิดมาเหมือนกับเดกปกติคนอื่น ๆ
The whole church mourned over my birth and my parents were absolutely devastated. Everyone asked, “if God is a God of Love, then why would God let something this bad happen to not just anyone, but dedicated Christians?” My Dad thought I wouldn’t survive for very long, but tests proved that I was a healthy baby boy just with a few limbs missing.
คน ทั้งโบสถ์เศร้าโศกกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับการเกิดมาของผม และพ่อแม่ผมก็รู้สึกไปกับเรื่องเหล่านั้น ทุกคนถามว่า “ถ้าพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความรัก ถ้างั้นทำไมพระองค์ถึงยอมให้สิ่งเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่กับใครคนอื่น แต่กับคริสเตียนที่ทุ่มเทแบบนี้” พ่อผมไม่คิดว่าผมจะมีชิวิตอยู่ได้นานนัก แต่ผลการทดสอบกลับบอกว่าผมเป็นเด็กผู้ชายแข็งแรง เพียงแค่แขนขาหายไปเท่านั้นเอง
Understandably, my parents had strong concern and evident fears of what kind of life I’d be able to lead. God provided them strength, wisdom and courage through those early years and soon after that I was old enough to go to school.
พ่อแม่ผมมีความกังวลอย่างมากและแสดงให้ เห็นถึงความกลัวว่าชีวิตแบบไหนกันนะที่ผมจะเติบโตขึ้นมา ซึ่งมันก็เข้าใจได้อยู่หรอก แต่ว่าพระเจ้าก็ให้ความเข้มแข็ง สติปัญญา และความกล้าแก่พวกท่านในการที่จะผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้ในช่วงปีแรก ๆ และไม่นานหลังจากนั้นผมก็โตพอที่จะไปโรงเรียนได้
The law in Australia didn’t allow me to be integrated into a main-stream school because of my physical disability. God did miracles and gave my Mom the strength to fight for the law to be changed. I was one of the first disabled students to be integrated into a main-stream school.
กฎหมาย ในประเทศไม่อนุญาตให้ผมได้เข้าโรงเรียนที่ดีที่สุดเนื่องจากสภาพความบกพร่อง ทางร่างกายของผม แต่พระเจ้าก็ทำเรื่องมหัศจรรย์และให้พลังแก่แม่ผมในการที่จะต่อสู้กับกฎหมาย เพื่อให้มันเปลี่ยนไป ผมเป็นคนหนึ่งในนักเรียนที่พิการรุ่นแรกที่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนในระดับ หน้า
I liked going to school, and just try to live life like everyone else, but it was in my early years of school where I encountered uncomfortable times of feeling rejected, weird and bullied because of my physical difference. It was very hard for me to get used to, but with the support of my parents, I started to develop attitudes and values which helped me overcome these challenging times.
ผม ชอบไปโรงเรียนและพยายามที่จะมีชีวิตเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่ผมก็ได้รับรู้ในปีแรก ๆ ของการไปโรงเรียนถึงเวลาที่รู้สึกไม่สบายใจอันเกิดจากการถูกปฎิเสธ รู้สึกแปลกแยกและถูกล้อเลียนจากความแตกต่างทางร่างกายของผม เป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะชินกับความรู้สึกนั้น แต่ด้วยการสนับสนุนของพ่อแม่ ผมเริ่มที่จะพัฒนาทัศนคติที่ดีและคุณค่าที่ช่วยให้ผมก้าวผ่านเวลาแห่งความ ท้าทายนั้น
I knew that I was different but on the inside I was just like everyone else. There were many times when I felt so low that I wouldn’t go to school just so I didn’t have to face all the negative attention. I was encouraged by my parents to ignore them and to try start making friends by just talking with some kids. Soon the students realized that I was just like them, and starting there God kept on blessing me with new friends.
ผมรู้ ว่าภายนอกผมต่างจากคนอื่นแต่ข้างในนั้นผมก็เหมือนกับทุกคนแหละ มีหลายครั้งที่ผมรู้สึกแย่มาก ๆ จนไม่อยากไปโรงเรียนเพื่อที่จะไม่ต้องไปเจอเรื่องแย่ ๆ พวกนั้น แต่ผมก็ได้รับการชูใจจากพ่อแม่ในการที่จะไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น และให้เริ่มหาเพื่อนโดยการไปพูดคุยกับเด็กบางคน ไม่นานนักเด็กนักเรียนเหล่านั้นก็รู้ว่าผมก็เหมือนพวกเขานั้นแหละ และจากตรงนั้น พระเจ้าก็อวยพรผมในการพบเพื่อนใหม่
There were times when I felt depressed and angry because I couldn’t change the way I was, or blame anyone for that matter. I went to Sunday School and learnt that God loves us all and that He cares for you. I understood that love to a point as a child, but I didn’t understand that if God loved me why did He make me like this? Is it because I did something wrong? I thought I must have because out of all the kids at school, I’m the only weird one. I felt like I was a burden to those around me and the sooner I go, the better it’d be for everyone. I wanted to end my pain and end my life at a young age, but I am thankful once again, for my parents and family who were always there to comfort me and give me strength.
มีบางเวลาที่ผมรู้สึก หดหู่และโกรธเกรี้ยวเพราะผมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ผม หรือไม่สามารถโทษใครได้สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไปโรงเรียนสอนศาสนาวันอาทิตย์และได้เรียนรู้ว่าพระเจ้ารักเราทุกคนและ พระองค์ทรงห่วงใยเรา ผมก็เข้าใจความรักในแบบเด็ก ๆ แต่ผมไม่เข้าใจว่า ถ้าพระเจ้ารักผม ทำไมพระองค์ถึงทำให้ผมเป็นแบบนี้? เป็นเพราะว่าผมทำอะไรผิดหรือเปล่า? ผมคิดว่าผมต้องทำอะไรผิดแน่เลยเพราะจากเด็กทุกคนในโรงเรียน มีผมคนเดียวที่ประหลาด ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมเป็นภาระของคนรอบ ๆ ตัวผม และถ้าผมยิ่งตายเร็วเท่าไหร่ ทุกคนก็คงสบายขึ้นเท่านั้น ผมต้องการที่จะจบความเจ็บปวดและจบชีวิตนี้ด้วยอายุเพียงน้อยนิด แต่ผมก็ต้องขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง สำหรับพ่อแม่และครอบครัวที่อยู่ตรงนั้นเพื่อผมตลอดเวลาเพื่อที่จะทำให้ผม รู้สึกดีและเข้มแข็ง
Due to my emotional struggles I had experienced with bullying, self esteem and loneliness, God has implanted a passion of sharing my story and experiences to help others cope with whatever challenge they have in their life and let God turn it into a blessing.
เนื่องจากการต้องดิ้นรนใน ด้านอารมณ์ของผม ผมต้องเจอกับการกลั่นแกล้ง การเคารพตัวเอง และความโดดเดี่ยว พระเจ้าได้ปลูกฝังความหลงไหลในการแบ่งปันเรื่องราวและประสบกาณ์ของผมเพื่อ ช่วยเหลือคนอื่นในการรับมือกับความท้าทายใด ๆ ก็ตามที่พวกเขาต้องเจอในชีวิตและยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนเรื่องเหล่านั้นเป็น พระพร
To encourage and inspire others to live to their fullest potential and not let anything get in the way of accomplishing their hopes and dreams.
One of the first lessons that I have learnt was not to take things for granted.
เพื่อหนุนใจและดลใจให้ผู้อื่นใช้ชีวิตอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ และไม่ยอมให้สิ่งใดเข้ามาขวางความหวังและฝันของพวกเข้าได้
บทเรียนหนึ่งในเรื่องแรก ๆ ที่ผมได้เรียนรู้ก็คือการที่จะไม่ทึกทักเอาเอง
“And we know that in all things God works for the best for those who love Him.”
That verse spoke to my heart and convicted me to the point where that I know that there is no such thing as luck, chance or coincidence that these “bad” things happen in our life.
“และเรารู้ ว่าพระเจ้ากระทำดีที่สุดในทุกสิ่งเพื่อคนที่รักพระองค์” คำพูดนั้นโดนใจผมมากและพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า โชค หรือความบังเอิญที่ทำให้สิ่ง “เลวร้าย” นี้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา
I had complete peace knowing that God won’t let anything happen to us in our life unless He has a good purpose for it all. I completely gave my life to Christ at the age of fifteen after reading John 9.
Jesus said that the reason the man was born blind was “so that the works of God may be revealed through Him.” I truly believed that God would heal me so I could be a great testimony of His Awesome Power. Later on I was given the wisdom to understand that if we pray for something, if it’s God’s will, it’ll happen in His time. If it’s not God’s will for it to happen, then I know that He has something better. I now see that Glory revealed as He is using me just the way I am and in ways others can’t be used.
ผมได้พบกับความสงบอย่างสมบูรณ์ในการได้ รู้ว่าพระเจ้าจะไม่ปล่อยให้สิ่งใดเกิดขึ้นกับเราถ้าพระองค์ไม่มีจุดหมายที่ ดีสำหรับเราทุกคน ผมอุทิศทั้งชีวิตของผมให้กับพระเจ้าเมื่อผมอายุ 15 หลังจากได้อ่าน ยอห์น บทที่ 9
พระเยซูกล่าวว่าเหตุผลที่คนตาบอดเกิด มาตาบอดก็เพราะ “เพื่อว่างานของพระเจ้าจะได้รับการสรรเสริญผ่านทางคนนั้น” ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าพระเจ้าจะรักษาผมเพื่อที่ผมจะได้เป็นพยายานอันยิ่งใหญ่ ให้กับพลังอันดีเลิศของพระองค์ หลังจากนั้นผมก็ได้รับสติปัญญาที่จะเข้าใจว่าถ้าเราอธิฐานเพื่อสิ่งใด ถ้าสิ่งนั้นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นในเวลาของพระองค์ ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้าที่จะให้เกิดขึ้น ผมก็รู้ว่าพระองค์มีสิ่งที่ดีกว่าให้กับผม ตอนนี้ผมได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ในการใช้ผมในสิ่งที่ผมเป็นและเป็น สิ่งที่คนอื่นไม่มี
I am now twenty-three years old and have completed a Bachelor of Commerce majoring in Financial Planning and Accounting. I am also a motivational speaker and love to go out and share my story and testimony wherever opportunities become available. I have developed talks to relate to and encourage students through topics that challenge today’s teenagers. I am also a speaker in the corporate sector.
ตอนนี้ผมอายุ 23 ปีและสำเร็จปริญญาตรีด้านการค้า เอกการวางแผนด้านการเงินและบัญชี ผมยังเป็นนักพูดให้กำลังใจและรักที่จะออกไปข้างนอกและแบ่งปันเรื่องราวของผม และเป็นพยาน ณ ที่ใดก็ตามที่โอกาสเป็นใจ ผมได้พัฒนาการพูดเพื่อให้เกี่ยวโยงกับการให้กำลังใจนักเรียนผ่านทางหัวข้อ ที่เป็นเรื่องท้าทายสำหรับเด็กวัยรุ่นในสมัยนี้ นอกจากนั้นผมยังเป็นนักพูดในภาคธุรกิจอีกด้วย
I have a passion for reaching out to youth and keep myself available for whatever God wants me to do, and wherever He leads, I follow.
ผมมี ความรักในการยื่นมือออกไปช่วยเยาวชน และการทำตัวเองให้ว่างเพื่อสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าอยากให้ผมทำ และที่ใดก็ตามที่พระองค์ทรงนำ ผมตาม
I have many dreams and goals that I have set to achieve in my life. I want to become the best witness I can be of God’s Love and Hope, to become an international inspirational speaker and be used as a vessel in both Christian and non-Christian venues. I want to become financially independent by the age of 25, through real estate investments, to modify a car for me to drive and to be interviewed and share my story on the “Oprah Winfrey Show”!
Writing several best-selling books has been one of my dreams and I hope to finish writing my first by the end of the year. It will be called “No Arms, No Legs, No Worries!”
ผม มีความฝันและเป้าหมายมากมายที่ผมตั้งไว้เพื่อที่จะทำให้สำเร็จในชีวิตนี้ ผมอยากจะเป็นพยานที่ดีที่สุดที่ผมจะเป็นได้สำหรับความรักและความหวังของพระ เจ้า อยากเป็นนักพูดให้กำลังใจในระดับสากล และเพื่อถูกใช้เป็นภาชนะทั้งในเรื่องของคริสเตียนและเรื่องอื่น ๆ ผมอยากมีอิสระทางการเงินเมื่ออายุ 25 ผ่านทางการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อออกแบบรถสำหรับผมที่จะขับได้และอยากได้รับการสัมภาษณ์และแบ่งปันเรื่อง ราวของผมผ่านทางรายการ “โอปราห์ วินฟรี โชว์”!
การได้เขียนหนังสือหลาย เล่มที่ติดอันดับขายดีที่สุดก็เป็นหนึ่งในความฝันของผม และผมหวังว่าจะเขียนหนังสือเล่มแรกให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ หนังสือเล่มนี้จะมีชื่อว่า “ไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีกังวล!”
I believe that if you have the desire and passion to do something, and if it’s God’s will, you will achieve it in good time. As humans, we continually put limits on ourselves for no reason at all! What’s worse is putting limits on God who can do all things. We put God in a “box”.
The awesome thing about the Power of God, is that if we want to do something for God, instead of focusing on our capability, concentrate on our availability for we know that it is God through us and we can’t do anything without Him. Once we make ourselves available for God’s work, guess whose capabilities we rely on? God’s!
ผม เชื่อว่าถ้าคุณมีความปรารถนาและความหลงไหลที่จะทำสิ่งใด และถ้าสิ่งนั้นเป็นประสงค์ของพระเจ้า คุณก็จะทำสำเร็จในเวลาที่เหมาะสม จากการเป็นมนุษย์นี้เอง ทำให้เรามักจะจำกัดตัวเองโดยไร้เหตุผล! สิ่งที่แย่กว่านั้นก็คือการจำกัดความสามารถของพระเจ้าใตการกระทำทุกสิ่ง เราจำกัดพระเจ้าลงใน “กล่อง”
สิ่งที่ดีเกี่ยวกับพลังของพระเจ้าก็คือ การที่ถ้าเราต้องการที่จะทำสิ่งใดก็ตามเพื่อพระองค์ แทนที่จะสนใจความสามารถของเรา ให้เพ่งความสนใจไปที่เวลาที่เรามีที่จะให้พระองค์ เพราะเรารู้ดีว่าสิ่งที่กระทำนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทำผ่านเรา และเราไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลยหากปราศจากพระองค์ แต่เมื่อเราทำตัวให้ว่างเพื่องานของพระเจ้าแล้ว ลองเดาดูซิว่าความสามารถของใครที่เราจะพึ่งพา? ของพระเจ้าไง!
ถ้าอยากรู้จักเขามากขึ้น ไปอ่านสเปซของเขาได้ที่
http://www.myspace.com/lifewithoutlimbs
Source: Life w/o Limbs
ขอขอบคุณข้อมูลแปลจาก : www.tamdee.net www.mthai.com
Me to the “WE” (Thai:)
Thai version@Facebook
“You really don’t need to prove or see
if the air or Oxygen really exists before you breathe. Just trust and share with all creation.” -me
ความสวยงามของโลกในวัยเด็กสำหรับผมคือ การไม่รู้ และการตั้งคำถาม ที่ไม่สิ้นสุดจนผู้ใหญ่เริ่มรำคาญ เช่น ผมเกิดมาได้อย่างไร? เราเกิดมาทำไม? กรรมที่ครูชอบพูดคืออะไร? ทำไมเราต้องนับถือศาสนา? แล้วสวรรค์กับนรกหรือเทวดา นางฟ้าล่ะครับ มีจริงไหม? แล้วคำถามต่อๆมาจะเพิ่มระดับความยากขึ้นตามกาลเวลา เช่น ความจริงคืออะไร? จักรวาลทำงานยังไง? ใครคือผู้สร้างสรรพสิ่ง? เราถูกสร้างโดยใคร และสร้างทำไม? ถ้ามีผู้สร้าง ทำไมท่านให้โลกยังมีสงครามหรือความอดอยาก? ทำไมคนส่วนใหญ่คิดว่าผู้สร้างเป็นผู้ชาย? ผู้สร้างมีเพศเหมือนเราด้วยหรือ? แล้วผู้สร้าง มีผู้สร้างของผู้สร้างอีกทอดไหม? ฯลฯ คือ ผมชอบคิดถึงวัยเด็กของตัวเองแนวนี้อยู่เสมอครับ และเมื่อปีก่อนนี่เอง ที่ผมเริ่มจำได้ ว่าผมได้มารู้จักกับเจ้าเด็กคนที่ถามชอบคำถามเหล่านี้
ท่ามกลางโลกที่ร่ำรวยที่หมุนเร็วจนทิ้งโลกอีกซีกโดยไม่เห็นฝุ่น ผมลองหยุดวิ่ง แล้วผมจึงเริ่มค้นหาเด็กคนนั้น และในที่สุดผมก็ได้พบเขา อีกครั้ง ใช่แล้วครับเด็กคนนั้นยังหลบอยู่ในตัวผมและคุณนั่นเอง
เท่าที่จำความได้ ตอนเด็กคนนั้นเรียนอยู่ชั้นอนุบาล ท่ามกลางกลิ่นไอท้องทุ่งในชนบทของจังหวัดนครสวรรค์ เจ้าเด็กน้อยได้ยินเรื่องของคุณลุงใจดีที่ชื่อ “เยซู” จากพวกมิสชั่นนารีฝรั่ง ที่ชอบเอานิทานเกี่ยวกับท่าน และภาพสวรรค์-นรกต่างๆ มาเล่า(ขู่) ให้พวกเขาฟังอยู่สองสามวัน เขายอมรับว่ากลัวฝรั่ง แต่ชอบสวรรค์ครับ น่าอยู่กว่านรกมาก ตอนนั้นเด็กคนนั้นเลยคิดว่า ต้องเลิกแกล้งเพื่อนและเลิกโกหกให้ได้ แต่แกก็คงลืมไปกลายเป็นเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาๆไม่น่าจดจำ จนมาวันนี้ ภาพวันเวลาเหล่านั้นจากจิตใต้สำนึกก็ผุดขึ้นมา ผมเลยรู้สึกว่า วันนั้นเองที่ “ลุงเยซู” พูดกับผม เชิญผม เป็นครั้งแรก
“ถ้าท่านเชื่อว่าทำได้ ท่านจะทำได้”
-ลุงเยซู (มาร์ค 9.23)
เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปหลายปี เด็กน้อยคนนั้นย้ายโรงเรียนและบ้านนับครั้งไม่ถ้วน เติบโตในครอบครัวที่ สี่คน พ่อ แม่ และลูกทั้งสอง มีฐานะที่พอกินไปวันๆ แน่นอนครับครอบครัวเขานับถือพุทธ รักพระพุทธเจ้าและคำสอนพระองค์มากทุกคน
ในตอนนั้น พ่อแม่เด็กน้อยทะเลาะกัน ลงไม้ลงมือกันบ้างจนชินตาลูกๆเป็น’ปกติ’** นั่นคือหนึ่งในเหตุผลให้เด็กน้อยคนนั้นค่อยๆเติบโตกลายเป็นผมเมื่อ3-5ปีก่อน คนที่เต็มไปด้วยความฝันอันสูงส่ง ตั้งเป้าหมายว่าต้องเรียนให้เก่ง หาเงินมากๆจนเป็นคนที่รวยที่สุดของโลกต่อจาก บิล เกตท์ ให้ได้ เขากลายเป็นเด็กที่ว่าพูดอะไรไว้แล้วก็ตามต้องทำให้ได้ ซึ่งส่วนใหญ่เขาพิสูจน์ให้คนรอบข้างได้ภูมิใจมาตลอด ว่าเขาทำได้จริง ตั้งแต่ผลการเรียนที่น่าพอใจ การเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมงานประชุมลูกเสือโลก ไปจนถึงการเป็นตัวแทนโรงเรียนเพื่อคว้ารางวัลต่างๆทางด้านภาษาอังกฤษที่เขาทุ่มเทฝึกฝนมาตลอดจนผลการสอบภาษาอังกฤษระดับประเทศติดหนึ่งในสิบ ในตอนนั้น ผมยอมรับว่าเขาผยองในความสำเร็จที่เขาได้รับเป็นอย่างมาก จนหลายคนคิดว่า ไม่น่ามีอะไรมาหยุดความทะเยอทยานในการเป็นคนรวยระดับโลกของเด็กจนๆคนนี้ได้แน่ๆ แต่ตอนนี้ ผมรู้แล้วสิ่งเหล่านั้นจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าไร้ซึ่งความประสงค์ที่แท้จริง ของ ”ผู้สร้าง”
“คนอยากดูรวย จะยากไร้ ส่วนคนที่เต็มใจยากไร้ จะมั่งมี”
-สุภาษิต 13:7
กระทั่งเด็กน้อยได้เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นเต็มตัว ช่วงที่ทุกอย่างดูสวยงามสำหรับเขา นอกจากความสำเร็จต่างๆแล้ว เขายังมีเพื่อนหญิง ลูกครึ่งไทย-สวิสฯ ที่สวยและเรียนเก่งที่สุด ที่เขาคบอยู่ รักมาก แล้วมั่นใจว่าจะแต่งงานด้วย… ตอนม.5เป็นช่วงที่เขาสอบชิงทุนเรียนต่อต่างประเทศได้คะแนนสูงสุดของภาคตะวันออก เขา เพื่อนๆ และครอบครัวตื่นเต้นอย่างมาก พ่อแม่เชิญญาติๆมาเลี้ยงฉลองเต็มที่
ทว่า มีหลายอย่าที่เขาต้องเตรียมพร้อมกับทางเจ้าของทุน โดยเฉพาะด้านสุขภาพ ในที่สุดโรงพยาบาลที่เขาไปตรวจกับแม่ที่กรุงเทพฯก็ส่งข่าวร้ายมาว่า “Not Approved by Doctor” หรือพูดง่ายๆคือ ไม่ผ่านการตรวจสุขภาพก่อนการเดินทางไปศึกษาต่อ(ไม่แข็งแรงพอ) ตอนนั้นทุกอย่าง ทั้งกระเป๋า การบอกลาเพื่อนๆ ถูกเตรียมพร้อม เว้นแต่จิตใจ นำ้ตาแห่งความหวังถูกกลั่นออกมาไม่ขาดสาย ณ อ้อมอกแม่ และไม่เพียงแค่นั้น แฟนสาวคนนั้นที่คบกันมาสามปี กลับต้องมาเลิกกันอีก วินาทีที่ได้ยิน หัวใจเด็กคนนั้นสลายดังถูกฟ้าผ่าติดๆกันสองครั้ง เขาพยายามคิดบวกเหมือนหนังสือเตรียมรวยที่เขาเคยอ่าน ทำใจ ปล่อยวางเหมือนที่แม่และพระพุทธเจ้าเคยสอน แต่ก็ไร้ผล จนเขาเกือบจะฆ่าตัวตายเพราะคิดว่า คนจะไม่รัก หาแฟนใหม่ไม่ได้ พ่อแม่จะเสียหน้า และผู้คนจะดูถูกถ้าล้มเหลวแบบน ี้ แต่ “บางอย่าง” บอกให้ตะโกนถามและร้องไห้กับ ”ผู้สร้าง” และ “บางอย่าง” นั้นเองต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ต่อ เพื่อหาคำตอบของคำถามที่เขาเคยค้นหาในวัยเด็ก เหตุการณ์นี้เองทำให้เขาได้เข้าใจคำว่า “มรสุมชีวิต” อย่างถ่องแท้
ต่อมา ราวปี 2548 หลังจากผ่านบททดสอบชีวิตหลายบทดังข้างต้น อ่านหนังสือแนวปรัชญา และพัฒนาตนเองหลายสิบเล่มโดยไม่กินไม่นอน เขาแข็งแกร่งขึ้นกลายเป็นอีกคน คนที่รักโลกมาก อยากให้โลกหยุดทำสงครามฆ่าฟันกัน คนที่บอกแม่และคนอื่นๆว่าเขามีศาสนาของเขาเอง คือศาสนาแห่งการเคารพทุกศาสนา(Appriciatism) ศาสนาแห่งการปฎิบัติ ที่ไม่ใช่แค่เรียนมาเพื่อพูดให ้ “ยี่ห้อ”(หรือศาสนา)ที่ตนนับถือและตนเองดูดี คนที่ีรักคำสอนเรื่องการเดินสายกลางและความเมตตาของพระพุทธเจ้า อหิงสาของท่านคานธี ความรักคนอื่นที่เกินบรรยายของแม่ชีเทเรซ่า และคนที่ยึดคำสอนด้านความรักและเสียสละของพระเยซู กระนั้น ในขณะเดียวกันเขาก็แอบเชื่อพระเจ้าผู้สร้างเป็นของตัวเองเสมอมาโดยไม่แชร์กับใครในตอนนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า การมีศาสนาอาจทำให้เกิดสงคราม ที่เขาเคยมั่นใจที่เหมือนเหตุผลที่คนส่วนใหญใช้ เพื่ออ้างว่าตัวเองไร้ศาสนา (Atheist or Agnostic)
จนบางครั้ง เจ้าเด็กน้อยที่แก่แดดก็สับสนและร้องไห้ บนจุดยืนนั้น
ถึงแม้ว่าครอบครัวเขาไม่ต่อต้านใน การไม่เป็นพุทธศาสนิกชนในนาม ของเขาแม้แต่น้อย (ส่วนหนึ่งอาจเพราะการกระทำของเขานั้นไม่ขัดอะไรกับศีล5ที่พระพุทธเจ้าสอนด้วยเลย กอปรกับการเริ่มทานมังสวิรัตเต็มตัว ครอบครัวจีงเคารพในการตัดสินใจของเขาเอง) แต่กระนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนว่าคำถามทั้งหลายและความหมายที่แท้จริงของชีวิตยังไม่ถูกค้นพบด้วยจุดยืนแบบนั้นแม้แต่น้อย ราวกับมีคนกระซิบใบ้คำตอบอยู่ข้างๆ ในที่สุด เขาจึงตัดสินใจพอใจกับนำ้ที่มีพอกินในแก้วของตัวเอง ลองหยุดวิ่งตามโลกและความฝันที่เกี่ยวกับความรำ่รวยระดับโลกนั้นไว้ แล้วลดขนาดแก้วใบนั้น เพื่อแบ่งปันนำ้ที่กำลังล้น และอุทิศวันที่เหลือราวกับเป็นวันสุดท้ายของชีวิตมาแก้ปัญหาเพื่อคนอื่น บนโลกที่พัฒนาอย่างรวดเร็วแต่ด้านวัตถุ โดยไม่คิดจะรอเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซำ้ยังแบ่งปันทรัพยากรโลกอย่างไร้ความยุติธรรมกับโลกที่สาม รวมถึงสัตว์ต่างๆที่ค่อยๆถูกกำจัดไป ช่วงนี้เองที่เด็กคนนั้นได้รับทุน(ยากจน)เข้ามหาวิทยาลัยระดับประเทศ และได้มารู้จักกับกลุ่มเพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มเถาองุ่น (The Grapevine)
“ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย” -ลุงเยซู (มาร์ค 5:39)
เวลาผ่านไป จากปีหนึ่งที่ยุ่งๆกับการทำเกรดเพื่อนรักษาทุนที่ต้องได้ จนขึ้นปีสอง เด็กคนนั้นได้ไปๆมาๆกับคนใจดีกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เขาได้เห็น และสัมผัสกับความรักในคำสอนของลุงเยซูในมุมที่เป็นรุปธรรมที่ลึกซึ้งถึงแก่นมากขึ้น อคติทางศาสนาของโลกเริ่มถูกชะล้างด้วยความรักที่ไร้กาลเวลาและเงื่อนไข เขาเริ่มอาสาไปสอนภาษาอังกฤษและปลูกฝังเรื่องรักโลกให้เด็กๆที่สลัมใน กทม และโบสถ์ชื่อคริสจักรเมืองไทย อย่างเต็มใจ
“หรือเราจะกลายเป็นคริสเตียน ไม่นะ เราไม่อยากถูกเรียกรวมกับพวกฝรั่งหน้าเนื้อใจเสือที่ฆ่าเพื่อนมนุษย์ได้พวกนั้น!” เจ้าเด็กน้อยคิด
ท่ามกลางลมร้อนเดือนเมษายน ปี2551 หลังเสร็จจากการอาสาสอนพิเศษภาษาอังกฤษให้น้องๆจากต่างจังหวัดที่โบสถ์ เพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งของเด็กน้อยที่ชื่อ Raef ได้ชักจูงชวนไปฉลองและผจญภัยตั้งแต่เกาะช้างไปจนถึงเชียงใหม่ กับโปรโมชั่นจะช่วยออกค่าเดินทางให้ หลังจากลังเลอยู่พักใหญ่ พอดีที่เขาพอมีเงินจากงานสอนที่ศูนย์ภาษาคุมองและงานfreelanceอยู่บ้าง บวกกับเงินก้อนที่แม่อยากให้พักผ่อนกับการเรียนบ้าง ในที่สุดจึงตอบตกลง พี่Raefดีใจมากเพราะไม่คิดเลยว่าเด็กคนนั้นจะยอมเสียเวลาไปเที่ยวกับเขาๆขอบคุณพระเจ้าเป็นการใหญ่ออกหน้าออกตา ซึ่งผิดกับคริสเตียนคนอื่นๆอย่างมาก จนทำให้เด็กน้อยคิดมาตลอดว่า “ไอ้เพื่อนคนนี้มันคือ ‘Crazy Farang & Bibleman’ อย่างแท้จริง!” ก่อนออกเดินทาง เจ้าเด็กน้อยยำ้เสมอว่า เขาชอบ“นำ้ตก”มาก และไม่ว่ายังไงเขาต้องดั่นด้นไปให้ถึงให้ได้ในการเดินทางครั้งนี้ ถ้าเกาะช้างไม่มีก็ต้องไปหาต่อที่เชียงใหม่ ด้วยเหตุเจ้าหนูไม่ได้ไปสัมผัสนำ้ตกนานเกือบสิบปี และโตมากับทะเลที่บ้านที่ี่ระยองมาตลอด “นำ้ตก”เลยกลายเป็นเป้าหมายหลักสำหรับเขา และเพื่อนรักเขาด้วยโดยปริยาย
เวลาผ่านไป หลายผู้คน หลายประสบการณ์ดีๆ แต่ก็ยังไม่เจอนำ้ตกแห่งนั้นเสียที จากเกาะช้าง บนรถไฟเที่ยวที่ยาวที่สุดในชีวิตของสองเพื่อนคู่หู ขึ้นสู่เชียงใหม่ ที่เชียงใหม่นั้น ทั้งคู่มีเพื่อนสาวที่ดีอยู่สามคน คือ พี่ Sara, Kelly และ Katie เราใช้เวลาเที่ยวรอบเชียงใหม่ด้วยกันเกือบอาทิตย์ พวกเขามีความสุขมากจนลืมเรื่องนำ้ตก เช้าวันหนึ่งเเจ้าเด็กน้อยบอกกับRaefว่าจำเป็นต้องรีบกลับก่อนกำหนด น่าประหลาดใจที่เพื่อนรักเขาจำเรื่องนำ้ตกได้ ตกเย็นพี่ Raefบอกข่าวดีกับเจ้าเด็กน้อยว่า “เฮ้ย!ข่าวดีๆ Kelly เพิ่งบอกว่ามีนำ้ตกที่เพิ่งถูกค้นพบไม่นานชื่อนำ้ตกบัวตอง อ่ะ เดี๋ยวให้จะอธิฐานให้พระเจ้าช่วยเราหานะ แล้วรีบนอนกัลล์” หลังRaefสวดอ้อนวอนเสร็จ คืนนั้นทั้งคืนเจ้าเด็กน้อยแทบนอนไม่หลับ ทั้งตื่นเต้นบวก ทั้งอิ่มใจ กับทั้งอยากขอบคุณพระผู้สร้างและลุงเยซู (ที่Raefรักมาก) ที่ดลใจให้เพื่อนที่ปกติขี้ลืมดุจปลาทอง มาจำเรื่องนำ้ตกที่เขาพูดไว้หลายวันก่อนได้
รุ่งขึ้น สองสหายรีบหาทางไปนำ้ตกให้เร็วที่สุด เพราะเจ้าเด็กน้อยต้องกลับให้ทันก่อนคำ่ ทั้งสองเช่ารถมอเตอร์ไซต์แล้วรีบออกเดินทางแม้หลง แม้ไม่ชำนาญพื้นที่ ทั้งสองก็หายอมแพ้ไม่ “อืม ได้ยินแต่คนอื่นอธิฐานกับสิ่งที่มองไม่เห็นมาก็เยอะ โดยเฉพาะไอ้นี่ พระคริสตธรรมคำภีร์ก็อ่านผ่านตามาอยู่ ที่สอนให้เชื่อแล้วอธิฐานกับความเชื่อนั้น โอเค เอาก็เอา ไหนๆก็ไหนๆแล้ว อธิฐานสั้นๆพอนะครับพระเจ้า: ‘ถ้าพระประสงค์ที่สุดหยั่งของพระเจ้า ต้องการจะบอกให้ผมเชื่อในการช่วยให้รอด จนถึงความเป็นพระเจ้าของพระเยซูที่แท้จริง และเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้สร้างของผมมาตลอด โปรดช่วยให้เราได้ไปถึงนำ้ตกที่ว่านี้อย่างสำเร็จและปลอดภัยด้วยนะครับ’ “ เจ้าเด็กน้อยคิดในใจระหว่างทาง หลังจากยอมแพ้กับRaefและชวนเขากลับอยู่หลายครั้ง
“บางที เราไม่จำเป็นต้องมองเห็นหรือพิสูจน์ความคงอยู่ของ ‘อากาศ’ ก่อนที่เราจะหายใจ” -ผมคิด
และแล้ว ในที่สุด หลังจากเกือบสองสามชั่วโมงที่หลงทางบนรถมอเตอไซต์ ราวบ่าย 2 ของวันที่ 22 เมษายน 2551 คำตอบจากการอธิฐานเมื่อครู่ได้เปิดเผย ภาพเหล่านั้นยังติดตาเจ้าเด็กน้อยอยู่ไม่ลบเลือน เขารีบวิ่งไปที่นำ้ตกแห่งนั้น จากชั้นบน ลงไปชั้นล่างสุด ช่างเป็นนำ้ตก(คำตอบการอธิฐาน) ที่สวยงามและมีค่าสุดจะพรรณนาเป็นภาษามนุษย์ ณ ชั้นล่างสุดที่ไร้ผู้คนของนำ้ตก ที่นั้นเอง เขาได้ขอบพระคุณคำตอบกับพระเยซูที่เป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวของเขานี้ ด้วยนำ้ตา(แห่งการยอมรับความบาปและการรู้แจ้ง) ที่ไหลรวมเป็นสายเดียวกับลำธารโดยนำ้ตก (ลุงเยซู)
ในตอนนั้น คำถามที่สำคัญที่สุดที่เจ้าเด็กน้อยเคยถามไว้เช่น “เราเกิดมาทำไม?” ก็ได้ถูกเฉลยขึ้น พร้อมของขวัญอันลำ้ค่า คือการอยู่เพื่อช่วยเหลือ และรักคนอื่นมากกว่าตัวเอง แบบพระองค์เคยทำ
ใช่แล้วครับ วินาทีนั้นเอง ที่ ผม กับ เจ้าเด็กน้อยคนนั้น ได้มาเจอกัน และรู้จักกับ ผู้สร้างที่แท้จริงด้วยกัน
ผมดีรู้ว่า ตอนนั้นRaef ดีใจมากที่เขาทำความฝันผมสำเร็จด้วยพลังของพระเจ้า และสอนให้ผมไม่ยอมแพ้ ถึงกระนั้น ผมก็ยังไม่พร้อมที่จะบอกเขาเกี่ยวกับคำอธิฐานและคำตอบที่ได้จาก ลุงเยซู ของผมครั้งนั้น ด้วยเหตุผลเดิมๆเกี่ยวกับสงครามและศาสนา แต่ผมก็ยังเชื่อว่า Raef ต้องรู้สึกได้ถึงความแตกต่างระหว่าง เจ้าเด็กน้อย (ที่ดื้อก่อนถึงนำ้ดก) กับ เจ้าแบงค์คนใหม่ (หลังพบนำ้ตก) อย่างแน่นอน
“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกมากนัก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงใช้พระบุตรของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อจะพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยโลก(ให้รอด)โดยพระบุตรนั้น”
-ลุงเยซู (ยอห์น 3:16-17)
จากนั้น มาถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ยืนยันให้ผมได้รู้ในความมีอยู่ของพระผู้สร้าง หรือลุงเยซูของผม ช่วงนั้นเป็นช่วงใกล้ถึงวันแม่ แล้วความฝันที่ผมเฝ้าลงมือสร้าง และอธิฐานก็ได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นในเช้าวันที่ 8สิงหาคม2551 (8/8/08) ฝันนั้นถูกเรียกว่า “โครงการปลูกต้นไม้เพื่อแม่ 888ต้น” เกิดขึ้นโดยความร่วมมือและการผลักดันของพี่ๆผู้ดูและต้นไม้ในธรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ชมรมศิษย์เก่า กลุ่มเพื่อนๆที่เถาองุ่น และตัวผมเองกับกลุ่มคนรักโลกที่ชื่อว่า “GreenPlease!” วันนั้น พระองค์ได้ตอบคำถามที่ผมเฝ้าสงสัยว่า “ผมจะทำความฝันใหญ่แบบนี้ได้หรือ?” คำตอบคือ ขอแค่ผมเชื่อว่าทำได้ และเพื่อคนอื่นในนามของลุงเยซู แค่นั้น ผมลืมคำว่าเป็นไปไม่ได้โดยปริยายครับ เช้าวันนั้นนั้น สายหมอก สายฝนปอยๆ และรอยยิ้มของทุกคนที่มา ได้โอบกอดและชะล้างนำ้ตาลูกผู้ชายที่ทราบซึ้งในความรักจากพระผู้สร้างจนสุดจะบรรยาย
“ทุกคน เป็นในสิ่งที่เขาลงมือทำ หาใช่เพียงลมปาก”
(เจมส์ 1:23)
หลายเดือนเลยผ่าน จนผมก็ยังไม่สามารถบอกใครได้เต็มปากว่าเป็นผู้ติดตามลุงเยซู ด้วยเหตุผลเดิมเกี่ยวกับการมีศาสนา และสงครามโลก กระทั่งถึงวันหนึ่ง เจ้าเพื่อนสนิทผมกกับเด็กคนนั้นที่ชื่อRaef ได้กลับมาที่ห้องจากเชียงใหม่ด้วยโรคท้องร่วงรุนแรง วันนั้นผมพาเขาที่ไข้ขึ้นจนตัวร้อนราวกับไฟกำลังเผา ไปที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์หลังจากดื้อจะไม่ไปอยู่นานเพราะเกรงใจที่ผมมีสอบ จากนั้น ตกเย็นหลังสอบ พบว่าเขากลับมานอนอยู่ที่ห้อง ตัวยังร้อน แต่ต้องบินกลับบ้านที่อเมริกาอีกสองวัน ผมคงลืมภาพ ณ คืนนั้นไม่ได้เลย ราวสองทุ่มของคืนวันที่8 ตุลาคม 2551 หลังจากปรึกษาลุงเยซูในความมืดอยู่นาน ผมตัดสินใจ ลุกไปอธิฐานข้างเตียงออกจากปากครั้งแรกต่อพระเจ้าให้อาการของเพื่อนผมดีขึ้น ขอให้เขาหายทันกลับบ้านไปหาครอบครัวที่จากมาหนึ่งปีได้ ในคำอธิฐานนั้น ราวกับถูกดลใจ ผมดันใส่คำสารภาพเรื่องที่ รักและติดตามพระเยซูแบบเงียบๆโดยไม่บอกใครไปด้วย ทุกอย่างที่คาในใจผมถูกแบ่งปัญในคำอ้อนวอนคืนนั้น หลังจากเสร็จการอธิฐานของผม สักครู่ในความมืด Raef เพื่อนและพี่ชายผมมันพูดออกมาเบาๆว่า “Thank you, Bank. Feels like my pain is all gone after hearing your prayer.” “ขอบคุณมากแบงค์ รู้สึกดีขึ้นมากเลยที่ได้ยินคำอธิฐานนี้” แล้วเพื่อนผมก็ลุกนั่งด้วยท่าทางจริงจังพร้อมกับบอกว่า “มันไม่ใช่การเป็นคริสเตียนหรือ การมีศรัทธาในศาสนาหรอกที่ ทำให้มนุษย์ยังทำสงคราม ยังฆ่ากันอยู่ หากเป็นเพราะการที่มนุษย์มีอิสระที่จะเลือก และที่เราส่วนใหญ่เลือกคือ บาป ความเห็นแก่ตัวที่เอาคำสอนของพระเจ้ามาบิดเบือนและบังหน้า เราเห็นความดีจากพระเยซูผ่านชีวิตนายมาตลอด ฉะนั้น เราอยากท้าให้นายลองกลับไปคิดอีกรอบ เรื่องการยอมรับดังๆต่อคนอื่นๆว่านายเชื่อในความรัก ความดี ความเสียสละ การไถ่บาปให้โลก และความเป็นพระเจ้า ที่ถูกกลั่นจากชีวิตพระเยซูนะเว้ยไอ้เพื่อนรัก ไม่ต้องรีบ แค่ลองคิดดูอีกที นอนได้แล้ว ฝันดี ไอ้น้องรัก” คืนนั้น ผมกับเจ้าเด็กน้อยแทบนอนไม่หลับ
หลังจากสู้กับความสงสัยและการใช้ตรรกะของมนุษย์ ในที่สุดผมเลือกเดินตามความศรัธาที่ผมมีในลุงเยซู วันต่อวัน เหตุผลด้านศาสนาที่ให้เกิดสงครามเริ่มถูกลบไปด้วยความรักและการให้อภัย วันนั้น 22ตุลาคม51 หลังRaef กลับบ้านไป12วันผมบอกข่าวดีนี้ต่อเขา ครอบครัวผม และเพื่อนสนิททุกคนได้อย่างเต็มปากและสุดหัวใจว่า “ผมเชื่อในลุงเยซูแล้ว ผมรักท่านมาก และจะทำให้ความฝันท่านเป็นจริง ด้วยชีวิตและจิตวิญาณ”
ดังที่เห็นมาทั้งหมดนี้ ชีวิตแห่งการค้นหาความจริงของผม ไม่มีอะไรพิเศษไปมากกว่า การถูลับให้คมและแกร่งขึ้น อย่างช้าๆ ช้ามาก จนบางทีผมอยากกลับไปเร่งมันด้วยซำ้ แต่เมื่อลุงเยซูผมสอนให้พอใจ ผมก็พอใจมากแล้วครับ ผมรักท่าน และรักคุณ สุดหัวใจทั้งใจจริงๆนะครับ ไม่ว่าเราจะไม่รู้จักกันเลยก็ตาม ผมขอให้ความรักผ่านตัวหนังสือที่คุณกำลังอ่านแผ่ซ่านกอดรัดคุณไว้ดั่งเด็กน้อยที่พ่อแม่กอดไว้ ไม่อยากให้ห่างไกล
ได้ยินเหมือนผมไหมครับ เสียงเรียกเบาๆเสียงนั้น?
“กลับบ้านเราเถอะนะลูกรัก พ่อรักลูกนะ อย่าดื้อเลยนะลูก”
เมื่อความเงียบและสมาธิใต้แสงเทียนเริ่มเข้าครอบคลุม …
ผมและเจ้าเด็กน้อย เราทั้งสอง หลับตาลงอีกครั้ง พร้อมกับนำ้ตาแห่งความสุข ในความมืดนั้นเอง ที่เราทั้งสองได้โอบกอดกับพ่อ ผู้สร้างจักรวาล ที่เฝ้ารอให้ทั้งสองกลับไปหา รออยู่ตรงนั้นตลอดมา และจะตลอดไป
ความรักอันยิ่งใหญ่ของท่านนี้ …
ไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลง …
และ จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง …
ไม่ว่าเราจะรู้จักพระองค์อย่างแท้จริง… หรือไม่ก็ตาม…
ด้วยรักและคารพ,
แบงค์
“แทนที่จะสนองตัณหา ความอยากของตน เราทุกคนควรสนองความต้องการของผู้อื่น
เพราะพระเยซูไม่เลยที่จะทำตามความเห็นแก่ตัวของท่านเอง”
(โรมัน 15:2-3)
“ฉะนั้นแล้ว พวกเราควรจะสมบูรณ์บริสุทธิ์ เช่นที่บิดาของพวกเราเป็น”
-ลุงเยซู (เมททิว5:48)
“ทุกวินาทีในชีวิตเราคือบททดสอบอันลำ้ค่าจากพระองค์; ไม่ว่าจะรับโทรศัพท์จากเพื่อนที่ลำบาก
หรือก้มลงเก็บขยะ กระทั่งก้นบุหรี่ ให้ลงถ้งเพื่อโลกที่น่าอยู่ขึ้น แม้ไม่มีใครเห็น เราก็อิ่มจนล้นใจ”
-WE
** More than 70% of families worldwide are dysfunctional: http://www.creators.com/lifestylefeatures/tween-12-and-20/dysfunctional-family-doesn-t-determine-a-teen-s-character.html